วันอาทิตย ที่ 10 ธันวาคม 2552
1.การใส่ปฏิทิน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
เปิด google พิมพ์คำว่า code ปฏิทิน กด enter เปิดเวปที่เกี่ยวข้อง เพื่อ copy code เมื่อทำการ copy เสร็จแล้วให้เปิดบล็อกของตนเอง แล้วเข้าไปที่รูปแบบ จากนั้นคลิ๊ก ในส่วนองค์ประกอบของหน้า เพิ่ม Gadget จากนั้น คลิ๊กในส่วนของ html /จาวาสคริป นำโค๊ดที่ได้วางไว้ในส่วนของเนื้อหา แล้วกด บันทึก (save) เพื่อยืนยัน
2.การใส่นาฬิกา มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
เปิด google พิมพ์คำว่า code นาฬิกา กด enter เปิดเวปที่เกี่ยวข้อง เพื่อ copy code เมื่อทำการ copy เสร็จแล้วให้เปิดบล็อกของตนเอง แล้วเข้าไปที่รูปแบบ จากนั้นคลิ๊ก ในส่วนองค์ประกอบของหน้า เพิ่ม Gadget จากนั้น คลิ๊กในส่วนของ html /จาวาสคริป นำโค๊ดที่ได้วางไว้ในส่วนของเนื้อหา แล้วกด บันทึก (save) เพื่อยืนยัน
3.การทำสไลด์ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ให้เข้าไปใน www.slide.com จากนั้น ทำการสมัครสมาชิกให้เรียบร้อย
จากนั้น เข้าสู่ระบบ โดยการใส่ username และ password ที่ได้สมัครไปข้างต้น หลังจากเข้าสู่ระบบเรียบร้อยให้ คลิ๊กตรง สร้างการแสดงภาพสไลด์ จากนั้นไปที browse เพื่อเพิ่มรูปภาพที่ต้องการ เมื่อทำการ upload รูปเสร็จ ก็ไปในส่วน ดัดแปลงแบบของคุณ ทำการเลือกรูปแบบ หลากหลาย ขนาด เอ๊ฟเฟกต่างๆ ตามใจชอบ เมื่อเลือกได้ตามที่ต้องการ ให้บันทึก เพื่อรับรหัส code จากนั้น copy code ที่ได้ไปวางไว้ในส่วนของบทความใหม่ หรือใน Gadget ก็ได้. เสร็จแล้ว คลิ๊ก บันทึก เพื่อยืนยัน
4. การปรับแต่งสีใน blog มีขั้นตอนดังนี้
เปิด blog ของตัวเอง เข้าไปในส่วนของ รูปแบบ จากนั้น คลิ๊ก แบบอักษรและสี สามารถเลือกปรับแต่งสี ในส่วนต่างๆของหน้า blog เมื่อเลือกเสร็จให้คลิ๊ก บันทึกการเปลี่ยนแปลง
เพื่อยืนยัน
5. การใส่เพลง มีขั้นตอนดังนี้
ให้เข้าไปใน http://happyvampires.gmember.com/home.php?1402
จากนั้น คลิ๊กเลือกเพลงที่ต้องการ copy embed เพื่อนำ code ที่ได้ไปวางไว้ในบล็อกตัวเอง โดยอาจจะวางในส่วนของบทความใหม่ ก้อได้
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ใบงานที่ ๙ คุณลักษณะผู้บริหารมืออาชีพ
คุณลักษณะของผู้บริหารแบบมืออาชีพในยุคปัจจุบัน
1. มีภูมิรู้ คือ มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการในเรื่องต่างๆ ได้แก่
1.1 มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการบริหารงาน
1.2 มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการในการประยุกต์ใช้สื่อ นวัตกรรมเทคโนโลยีและสารสนเทศอย่างเหมาะสมและเกิดผลดี
1.3 มีความรอบรู้ด้านวิชาการ หลักสูตร ปรัชญาการศึกษา หลักจิตวิทยาด้านต่างๆ ตลอดจนวิทยาการใหม่ๆ
1.4 มีทักษะในการครองตน ครองคน และครองงาน ตลอดจนการบริหารความขัดแย้ง
1.5 มีภาวะผู้นำ Leadership
1.6 เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่มีความสามารถบริหารจัดการในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง (Change management)
2. มีภูมิธรรม คือ การบริหารจัดการบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการบริหารจัดการโดยอาศัยหลักต่างๆ ดังนี้
2.1 หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
2.2 หลักคุณธรรม (Morality)
2.3 หลักความโปร่งใส (Accountability)
2.4 หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
2.5 หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )
2.6 หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
3. ภูมิฐาน คือ เป็นผู้ที่มีพื้น และฐานหรือภูมิหลังแห่งการสะสมในการคิดในการสร้างรู้จักการมองที่กว้าง ลึก มองเห็นเหตุแห่งปัญหาซึ่งจะเกิดขึ้นโดยการสรุปจากประสบการณ์ที่สร้างสมมานั้น เป็นคนช่างสังเกตและมองผลของการเกิดนั้นจากเหตุ มีวิสัยทัศน์ ฯลฯ
4. มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งบุคลิกภาพทางกาย ทางอารมณ์และจิตวิทยา ทางสังคมและทางสติปัญญา กล่าวคือ
4.1 บุคลิกภาพทางกาย แบ่งเป็นองค์ประกอบย่อย 2 องค์ประกอบ ประการแรก คือ รูปลักษณ์ภายนอกของผู้บริหารซึ่งเป็นที่ปรากฏแก่สายตาผู้คน ความสะอาดของร่างกายเป็นความสำคัญอันดับแรก การแต่งกายเรียบร้อยเหมาะสมกับตำแหน่ง วัย และสถานการณ์ ประการที่สองคือ บุคลิกภาพภายใน ผู้บริหารต้องมีความสามารถในการพูดการโต้ตอบที่ดี มีความฉลาดแหลมคมในการสนทนา เป็นผู้นำกลุ่มได้ และต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอ เพื่อประกอบการตอบโต้อย่างแหลมคมได้
4.2 บุคลิกภาพทางอารมณ์และจิตวิทยา ผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพดีต้องเป็นผู้มีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่หงุดหงิด ฉุนเฉียว บ่นว่าตลอดเวลา มีความกล้าหาญในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักชมเชย พูดจาโน้มน้าวจูงใจคนให้ทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน สังคม หรือประเทศชาติได้
4.3 บุคลิกภาพทางสังคม ผู้บริหารควรเป็นผู้นำในการศึกษาหาความรู้ในพิธีการต่างๆ ตามบรรทัดฐาน (Norms) ของสังคม เพื่อจะได้ปฏิบัติตามมารยาทสากลได้อย่างถูกต้อง สามารถเป็นตัวอย่างให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดทั้งคนรอบข้างได้
4.4 บุคลิกภาพทางสติปัญญา ผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพดี ต้องมีความรู้ มีความสามารถ มีความรอบรู้ด้านต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์พอที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม สามารถคิดสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สถานศึกษาได้ ซึ่งอาจสรุปได้ว่าสติปัญญาและความรอบรู้ในวิชาชีพของผู้บริหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหาร
1. มีภูมิรู้ คือ มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการในเรื่องต่างๆ ได้แก่
1.1 มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการบริหารงาน
1.2 มีความรอบรู้ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการในการประยุกต์ใช้สื่อ นวัตกรรมเทคโนโลยีและสารสนเทศอย่างเหมาะสมและเกิดผลดี
1.3 มีความรอบรู้ด้านวิชาการ หลักสูตร ปรัชญาการศึกษา หลักจิตวิทยาด้านต่างๆ ตลอดจนวิทยาการใหม่ๆ
1.4 มีทักษะในการครองตน ครองคน และครองงาน ตลอดจนการบริหารความขัดแย้ง
1.5 มีภาวะผู้นำ Leadership
1.6 เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่มีความสามารถบริหารจัดการในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง (Change management)
2. มีภูมิธรรม คือ การบริหารจัดการบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการบริหารจัดการโดยอาศัยหลักต่างๆ ดังนี้
2.1 หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
2.2 หลักคุณธรรม (Morality)
2.3 หลักความโปร่งใส (Accountability)
2.4 หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
2.5 หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )
2.6 หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
3. ภูมิฐาน คือ เป็นผู้ที่มีพื้น และฐานหรือภูมิหลังแห่งการสะสมในการคิดในการสร้างรู้จักการมองที่กว้าง ลึก มองเห็นเหตุแห่งปัญหาซึ่งจะเกิดขึ้นโดยการสรุปจากประสบการณ์ที่สร้างสมมานั้น เป็นคนช่างสังเกตและมองผลของการเกิดนั้นจากเหตุ มีวิสัยทัศน์ ฯลฯ
4. มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งบุคลิกภาพทางกาย ทางอารมณ์และจิตวิทยา ทางสังคมและทางสติปัญญา กล่าวคือ
4.1 บุคลิกภาพทางกาย แบ่งเป็นองค์ประกอบย่อย 2 องค์ประกอบ ประการแรก คือ รูปลักษณ์ภายนอกของผู้บริหารซึ่งเป็นที่ปรากฏแก่สายตาผู้คน ความสะอาดของร่างกายเป็นความสำคัญอันดับแรก การแต่งกายเรียบร้อยเหมาะสมกับตำแหน่ง วัย และสถานการณ์ ประการที่สองคือ บุคลิกภาพภายใน ผู้บริหารต้องมีความสามารถในการพูดการโต้ตอบที่ดี มีความฉลาดแหลมคมในการสนทนา เป็นผู้นำกลุ่มได้ และต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอ เพื่อประกอบการตอบโต้อย่างแหลมคมได้
4.2 บุคลิกภาพทางอารมณ์และจิตวิทยา ผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพดีต้องเป็นผู้มีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่หงุดหงิด ฉุนเฉียว บ่นว่าตลอดเวลา มีความกล้าหาญในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักชมเชย พูดจาโน้มน้าวจูงใจคนให้ทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน สังคม หรือประเทศชาติได้
4.3 บุคลิกภาพทางสังคม ผู้บริหารควรเป็นผู้นำในการศึกษาหาความรู้ในพิธีการต่างๆ ตามบรรทัดฐาน (Norms) ของสังคม เพื่อจะได้ปฏิบัติตามมารยาทสากลได้อย่างถูกต้อง สามารถเป็นตัวอย่างให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดทั้งคนรอบข้างได้
4.4 บุคลิกภาพทางสติปัญญา ผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพดี ต้องมีความรู้ มีความสามารถ มีความรอบรู้ด้านต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์พอที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม สามารถคิดสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สถานศึกษาได้ ซึ่งอาจสรุปได้ว่าสติปัญญาและความรอบรู้ในวิชาชีพของผู้บริหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหาร
ใบงานที่ ๘
SPSS for windows
1.ความหมายของคำว่าสถิติ (Statistics) อาจพิจารณาได้ 3 ความหมาย คือ
สถิติ หมายถึง ตัวเลขที่ใช้บรรยายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง (facts) ของเรื่องต่างๆ ที่เราต้องการศึกษา เช่น สถิติจำนวนผู้ป่วย สถิติจำนวนคนเกิด สถิติจำนวนคนตาย เป็นต้น
สถิติ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่ว่าด้วยหลักการและระเบียบวิธีทางสถิติ สถิติใน ความหมาย นี้มักเรียกว่า สถิติศาสตร์ (Statistics)
สถิติ หมายถึง ค่าที่คำนวณขึ้นมาจากตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงคุณลักษณะบางอย่างของข้อมูลชุดนั้น โดยทั่วไปจะนำค่าสถิติไปใช้ในการประมาณค่าพารามิเตอร์
2.ค่าเฉลี่ย หรือค่ามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic mean) คือค่าเฉลี่ยของข้อมูลทั้งหมด ความหมาย
เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ค่ามัธยฐาน (Median) คือค่าของข้อมูลที่จุดกึ่งกลางของการกระจายของข้อมูลโดย 50% ของข้อมูลมี ค่าสูงกว่าค่า มัธยฐาน และ 50% มีค่าต่ำกว่าค่ามัธยฐาน และมักใช้ในกรณีที่ การกระจายของข้อมูลมีลักษณะไม่เท่ากันทั้งสองข้าง (Asymmetry) หรือมีลักษณะเบ้ไปทางซ้ายหรือทางขวา เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ค่าฐานนิยม (Mode) คือค่าของข้อมูลที่มีความถี่มากที่สุดในข้อมูลของชุดนั้นๆ ซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งค่าหรือไม่มีเลยก็ได้ เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลว่าจะเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเท่าใด เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
3. ประชากร (Population) หมายถึง กลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่ต้องการศึกษา อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ ใช้สัญลักษณ์ “N” แทนจำนวนประชากร
กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง กลุ่มสมาชิกที่ถูกเลือกมาจากประชากรด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนในการศึกษาและเก็บข้อมูล ใช้สัญลักษณ์ “n” แทนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างต่างกัน เพราะกลุ่มตัวอย่างเป็นเพียงสมาชิกส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการศึกษาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น เมื่อผู้วิจัยต้องการศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจำนวนมาก ผู้วิจัยไม่สามารถศึกษาจากประชากรทั้งหมดได้จึ้งคัดเลือกผู้บริหารมาศึกษาเพียงบางส่วนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น ตารางเลขสุ่ม หรืออื่นๆ ผลที่ได้จากการศึกษาจะอ้างอิงไปสู่ประชากรทั้งหมด
4. มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale)
- เป็นมาตรวัดที่หยาบที่สุด จัดข้อมูลออกเป็นกลุ่มๆ แยกตามประเภทหรือชนิด
- สถิติ : ความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม หรือใช้สถิติแบบนอนพาราเมตริก
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่ไม่มีขนาด ไม่มีความเท่ากันของช่วง และไม่มีศูนย์สมบูรณ์
มาตรเรียงลำดับ (Ordinal Scale)
- เป็นมาตรวัดที่ใช้กับข้อมูลที่สามารถจัดเรียงอันดับความสำคัญหรือสามารถเปรียบเทียบกันได้
- สถิติ : ฐานนิยม มัธยฐาน พิสัย เปอร์เซนต์ไทล์ และสถิติแบบนอนพาราเมตริก
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่มีการจัดลำดับข้อมูลจากมากไปน้อย หรือจากน้อยไปมากได้ แต่ไม่ได้บอก
ถึงปริมาณแต่ละอันดับว่ามากน้อยเท่าใด ไม่มีความเท่ากันของช่วงคะแนน และไม่มีศูนย์สมบูรณ์
มาตรอันตรภาค (Interval Scale)
- เป็นมาตรวัดที่สามารถบอกได้ทั้งทิศทางและขนาดของ ความแตกต่างของข้อมูล มาตรวัดนี้ไม่มีศูนย์ที่แท้จริง (absolute zero)
- สถิติ : ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่สามารถบอกระยะห่างของตัวเลข 2 ตัว ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเท่าใด มีเกณฑ์อยู่กับสิ่งที่เรียกว่าศูนย์สมมติ
มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
- เป็นมาตรวัดที่มีลักษณะสมบูรณ์ทุกอย่าง ดีกว่ามาตรวัดอันตรภาคตรงที่มาตรการวัดนี้มีศูนย์
ที่แท้จริง
- สถิติ : สถิติที่ใช้กับการวัดในระดับนี้ใช้ได้ทุกวิธีที่มีอยู่
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่มีระดับการวัดเหมือนมาตราอันตรภาค และมีศูนย์สมบูรณ์ ข้อมูลที่
เป็นอัตราส่วนสามารถนำมาบวก ลบ คูณ หาร ได้ และสามารถใช้ได้กับสถิติทุกประเภท
5.ตัวแปร หมายถึง สิ่งที่เปลี่ยนค่าไปได้หลายค่า เป็นลักษณะคุณภาพ คุณสมบัติของบุคคล สิ่งของ หรือสิ่งที่สนใจจะนำมาศึกษาที่สามารถนับได้ วัดได้ หรือหมายถึง สิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตามระยะเวลา แปรเปลี่ยนได้หลายค่า หรือมากกว่า 1 ลักษณะ เช่นเชื้อชาติ แปรค่าได้เป็น ไทย , จีน , ….
ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ (independent variable) เป็นตัวแปรเหตุที่ทำให้ผลตามมา หรือทำให้สิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะ หรือ แปรสภาพไป ตัวแปรต้นจะมีลักษณะดังนี้
- เป็นตัวแปรเหตุ
- เป็นตัวแปรที่มาก่อน
- เป็นตัวแปรที่จัดกระทำในการทดลอง
- มีลักษณะเป็นตัวทำนาย
- เป็นตัวกระตุ้น
- มีความคงทน ถาวร
ตัวแปรตาม (dependent variable) เป็นตัวแปรที่มีผลมาจากตัวแปรต้น ซึ่งตัวแปรตามจะมีลักษณะ ดังนี้
- เป็นตัวแปรที่เป็นผล
- เกิดขึ้นภายหลัง
- เกิดขึ้นเองไม่สามารถจัดกระทำได้ในการทดลอง
- เป็นตัวถูกทำนาย
- เป็นตัวตอบสนอง
- เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
6.สมมติฐาน คือ การคาดการณ์ผลการวิจัยไว้ล่วงหน้าโดยมีทฤษฎีหรือข้อค้นพบจากผลงานวิจัยที่ผ่านมามารองรับ เป็นคำตอบที่คาดการณ์ไว้ก่อนที่จะดำเนินการวิจัยจริง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- สมมติฐานการวิจัย เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ที่ผู้วิจัยคาดว่าจะเกิดขึ้นมักจะเขียนในเชิงความเรียงธรรม
- สมมติฐานทางสถิติ เป็นการนำข้อความจากสมมติฐานการวิจัยมาเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ทางสถิติ
7. T-test เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับถ้าตัวแปรเป็นตัวแปรเชิงปริมาณที่สามารถวัดค่าได้
F – test (หรือ ANOVA) เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป
T-test และ F – test เหมือนกันคือเป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ย ต่างกันคือ F – test เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยของข้อมูลตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป
1.ความหมายของคำว่าสถิติ (Statistics) อาจพิจารณาได้ 3 ความหมาย คือ
สถิติ หมายถึง ตัวเลขที่ใช้บรรยายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง (facts) ของเรื่องต่างๆ ที่เราต้องการศึกษา เช่น สถิติจำนวนผู้ป่วย สถิติจำนวนคนเกิด สถิติจำนวนคนตาย เป็นต้น
สถิติ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่ว่าด้วยหลักการและระเบียบวิธีทางสถิติ สถิติใน ความหมาย นี้มักเรียกว่า สถิติศาสตร์ (Statistics)
สถิติ หมายถึง ค่าที่คำนวณขึ้นมาจากตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงคุณลักษณะบางอย่างของข้อมูลชุดนั้น โดยทั่วไปจะนำค่าสถิติไปใช้ในการประมาณค่าพารามิเตอร์
2.ค่าเฉลี่ย หรือค่ามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic mean) คือค่าเฉลี่ยของข้อมูลทั้งหมด ความหมาย
เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ค่ามัธยฐาน (Median) คือค่าของข้อมูลที่จุดกึ่งกลางของการกระจายของข้อมูลโดย 50% ของข้อมูลมี ค่าสูงกว่าค่า มัธยฐาน และ 50% มีค่าต่ำกว่าค่ามัธยฐาน และมักใช้ในกรณีที่ การกระจายของข้อมูลมีลักษณะไม่เท่ากันทั้งสองข้าง (Asymmetry) หรือมีลักษณะเบ้ไปทางซ้ายหรือทางขวา เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ค่าฐานนิยม (Mode) คือค่าของข้อมูลที่มีความถี่มากที่สุดในข้อมูลของชุดนั้นๆ ซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งค่าหรือไม่มีเลยก็ได้ เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลว่าจะเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยมากน้อยเท่าใด เป็นสถิติเชิงพรรณนา/บรรยาย
3. ประชากร (Population) หมายถึง กลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่ต้องการศึกษา อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ ใช้สัญลักษณ์ “N” แทนจำนวนประชากร
กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง กลุ่มสมาชิกที่ถูกเลือกมาจากประชากรด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนในการศึกษาและเก็บข้อมูล ใช้สัญลักษณ์ “n” แทนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างต่างกัน เพราะกลุ่มตัวอย่างเป็นเพียงสมาชิกส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการศึกษาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ตัวอย่าง เช่น เมื่อผู้วิจัยต้องการศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีจำนวนมาก ผู้วิจัยไม่สามารถศึกษาจากประชากรทั้งหมดได้จึ้งคัดเลือกผู้บริหารมาศึกษาเพียงบางส่วนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น ตารางเลขสุ่ม หรืออื่นๆ ผลที่ได้จากการศึกษาจะอ้างอิงไปสู่ประชากรทั้งหมด
4. มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale)
- เป็นมาตรวัดที่หยาบที่สุด จัดข้อมูลออกเป็นกลุ่มๆ แยกตามประเภทหรือชนิด
- สถิติ : ความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม หรือใช้สถิติแบบนอนพาราเมตริก
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่ไม่มีขนาด ไม่มีความเท่ากันของช่วง และไม่มีศูนย์สมบูรณ์
มาตรเรียงลำดับ (Ordinal Scale)
- เป็นมาตรวัดที่ใช้กับข้อมูลที่สามารถจัดเรียงอันดับความสำคัญหรือสามารถเปรียบเทียบกันได้
- สถิติ : ฐานนิยม มัธยฐาน พิสัย เปอร์เซนต์ไทล์ และสถิติแบบนอนพาราเมตริก
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่มีการจัดลำดับข้อมูลจากมากไปน้อย หรือจากน้อยไปมากได้ แต่ไม่ได้บอก
ถึงปริมาณแต่ละอันดับว่ามากน้อยเท่าใด ไม่มีความเท่ากันของช่วงคะแนน และไม่มีศูนย์สมบูรณ์
มาตรอันตรภาค (Interval Scale)
- เป็นมาตรวัดที่สามารถบอกได้ทั้งทิศทางและขนาดของ ความแตกต่างของข้อมูล มาตรวัดนี้ไม่มีศูนย์ที่แท้จริง (absolute zero)
- สถิติ : ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่สามารถบอกระยะห่างของตัวเลข 2 ตัว ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเท่าใด มีเกณฑ์อยู่กับสิ่งที่เรียกว่าศูนย์สมมติ
มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
- เป็นมาตรวัดที่มีลักษณะสมบูรณ์ทุกอย่าง ดีกว่ามาตรวัดอันตรภาคตรงที่มาตรการวัดนี้มีศูนย์
ที่แท้จริง
- สถิติ : สถิติที่ใช้กับการวัดในระดับนี้ใช้ได้ทุกวิธีที่มีอยู่
- ตัวแปร : เป็นตัวแปรที่มีระดับการวัดเหมือนมาตราอันตรภาค และมีศูนย์สมบูรณ์ ข้อมูลที่
เป็นอัตราส่วนสามารถนำมาบวก ลบ คูณ หาร ได้ และสามารถใช้ได้กับสถิติทุกประเภท
5.ตัวแปร หมายถึง สิ่งที่เปลี่ยนค่าไปได้หลายค่า เป็นลักษณะคุณภาพ คุณสมบัติของบุคคล สิ่งของ หรือสิ่งที่สนใจจะนำมาศึกษาที่สามารถนับได้ วัดได้ หรือหมายถึง สิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตามระยะเวลา แปรเปลี่ยนได้หลายค่า หรือมากกว่า 1 ลักษณะ เช่นเชื้อชาติ แปรค่าได้เป็น ไทย , จีน , ….
ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ (independent variable) เป็นตัวแปรเหตุที่ทำให้ผลตามมา หรือทำให้สิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะ หรือ แปรสภาพไป ตัวแปรต้นจะมีลักษณะดังนี้
- เป็นตัวแปรเหตุ
- เป็นตัวแปรที่มาก่อน
- เป็นตัวแปรที่จัดกระทำในการทดลอง
- มีลักษณะเป็นตัวทำนาย
- เป็นตัวกระตุ้น
- มีความคงทน ถาวร
ตัวแปรตาม (dependent variable) เป็นตัวแปรที่มีผลมาจากตัวแปรต้น ซึ่งตัวแปรตามจะมีลักษณะ ดังนี้
- เป็นตัวแปรที่เป็นผล
- เกิดขึ้นภายหลัง
- เกิดขึ้นเองไม่สามารถจัดกระทำได้ในการทดลอง
- เป็นตัวถูกทำนาย
- เป็นตัวตอบสนอง
- เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
6.สมมติฐาน คือ การคาดการณ์ผลการวิจัยไว้ล่วงหน้าโดยมีทฤษฎีหรือข้อค้นพบจากผลงานวิจัยที่ผ่านมามารองรับ เป็นคำตอบที่คาดการณ์ไว้ก่อนที่จะดำเนินการวิจัยจริง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- สมมติฐานการวิจัย เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ที่ผู้วิจัยคาดว่าจะเกิดขึ้นมักจะเขียนในเชิงความเรียงธรรม
- สมมติฐานทางสถิติ เป็นการนำข้อความจากสมมติฐานการวิจัยมาเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ทางสถิติ
7. T-test เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ย เหมาะสำหรับถ้าตัวแปรเป็นตัวแปรเชิงปริมาณที่สามารถวัดค่าได้
F – test (หรือ ANOVA) เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป
T-test และ F – test เหมือนกันคือเป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ย ต่างกันคือ F – test เป็นการทดสอบนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยของข้อมูลตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป
ใบงานที่ ๔ การจัดการความรู้
ข้อที่ 1 การจัดการความรู้
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการในการจัดการความร้ เริ่มตั้งแต่การวางแผนดำเนินการในการหาความรู้ แหล่งการให้ความรู้ วิธีการหาความรู้ วิธีการเก็บความรู้ การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ด้วยหลักการวิธีการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ข้อ 2 ขั้นตอนการจัดการความรู้
1) สำรวจความต้องการจำเป็นต่อการศึกษาหาความรู้ทางด้านต่างๆ
2) ระบุแหล่งเรียนรู้จากหลายๆ แหล่งเรียนรู้
3) เลือกแหล่งเรียนรู้ที่ต้องการ
4) ระบุวิธีการในการหาความรู้จากแหล่งต่างๆ
5) ดำเนินการหาความรุ้ตามวิธีการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้
6) ทำการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ออกมาเป็นสารสนเทศ
7) นำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
8) ทำการวิเคราะห์ประเมินผลจากการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้
ข้อ 3 แหล่งเรียนรู้
แหล่งข้อมูลในการหาความรู้ มีมากมายแต่ขอสรุปสั้น ได้ดังนี้
1) จากหนังสือ
2) จากวารสาร
3) จากสารคดี
4) จากโทรทัศน์
5) จากวิทยุ
6) จากห้องสมุด
7) จากอินเตอร์เน็ต
8) จากประสบการณ์เดิม
9) จากสภาพแวดล้อม
10) จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
11) จากครู อาจารย์ ญาติ ๆ และผู้รู้ ฯลฯ
ข้อ 4 เครือข่ายการเรียนรู้
เครือข่ายจะต้องมีอย่างน้อย 2 จำนวน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เครือข่ายการเรียนรู้เป็นระบบเครือข่ายที่มีอย่างน้อย 2 คน หรือมีการใช้เทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในการสืบค้นข้อมูลใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนความรู้ ใช้ในการสื่อสาร ประสานงานต่างๆ ของระบบการจัดการศึกษา เป็นต้น
ข้อ 5 สารสนเทศ
สารสนเทศเป็นการนำข้อมูล ที่มีความจำเป็นต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า มาทำการประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่จะนำไปใช้งาน ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นทางด้านการศึกษา พอที่จะสรุปได้ดังนี้
1) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2) ด้านคุณธรรมจริยธรรม ความประพฤติของนักเรียน
3) ด้านสุขภาพอนามัย
4) ด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครองของนักเรียน
5) ด้านงบประมาณ
6) ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม
7) ข้อมูลการบริหารงานทั้ง 4 ฝ่าย
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการในการจัดการความร้ เริ่มตั้งแต่การวางแผนดำเนินการในการหาความรู้ แหล่งการให้ความรู้ วิธีการหาความรู้ วิธีการเก็บความรู้ การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ด้วยหลักการวิธีการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ข้อ 2 ขั้นตอนการจัดการความรู้
1) สำรวจความต้องการจำเป็นต่อการศึกษาหาความรู้ทางด้านต่างๆ
2) ระบุแหล่งเรียนรู้จากหลายๆ แหล่งเรียนรู้
3) เลือกแหล่งเรียนรู้ที่ต้องการ
4) ระบุวิธีการในการหาความรู้จากแหล่งต่างๆ
5) ดำเนินการหาความรุ้ตามวิธีการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้
6) ทำการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ออกมาเป็นสารสนเทศ
7) นำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม
8) ทำการวิเคราะห์ประเมินผลจากการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้
ข้อ 3 แหล่งเรียนรู้
แหล่งข้อมูลในการหาความรู้ มีมากมายแต่ขอสรุปสั้น ได้ดังนี้
1) จากหนังสือ
2) จากวารสาร
3) จากสารคดี
4) จากโทรทัศน์
5) จากวิทยุ
6) จากห้องสมุด
7) จากอินเตอร์เน็ต
8) จากประสบการณ์เดิม
9) จากสภาพแวดล้อม
10) จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
11) จากครู อาจารย์ ญาติ ๆ และผู้รู้ ฯลฯ
ข้อ 4 เครือข่ายการเรียนรู้
เครือข่ายจะต้องมีอย่างน้อย 2 จำนวน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เครือข่ายการเรียนรู้เป็นระบบเครือข่ายที่มีอย่างน้อย 2 คน หรือมีการใช้เทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในการสืบค้นข้อมูลใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนความรู้ ใช้ในการสื่อสาร ประสานงานต่างๆ ของระบบการจัดการศึกษา เป็นต้น
ข้อ 5 สารสนเทศ
สารสนเทศเป็นการนำข้อมูล ที่มีความจำเป็นต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า มาทำการประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมที่จะนำไปใช้งาน ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นทางด้านการศึกษา พอที่จะสรุปได้ดังนี้
1) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2) ด้านคุณธรรมจริยธรรม ความประพฤติของนักเรียน
3) ด้านสุขภาพอนามัย
4) ด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครองของนักเรียน
5) ด้านงบประมาณ
6) ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม
7) ข้อมูลการบริหารงานทั้ง 4 ฝ่าย
ใบงานที่ ๒ สถานที่ปฏิบัติงาน
ข้อ 1 ชื่อหน่วยงานของนักศึกษา โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ)
ข้อ 2 สถานที่ตั้งของหน่วยงาน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีฯ
ข้อ 3 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ
การจัดทำนวัตกรรมต่างๆ ของสถานศึกษา จะต้องอยู่ในรูปแบบที่มีประโยชน์เป็นตัวแบบให้ครูบุคลากรใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี และจะต้องเป็นสื่อหรือนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนของครูและนักเรียนได้เป็นอย่างดี
สารสนเทศ
1) จะต้องอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีเมื่อมีความต้องการใช้
2) ค้นหาได้สะดวก
3) สารสนเทศนั้นจะต้องออกแบบนั้นมารองรับต่อการใช้ประโยชน์ ในการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งระบบทั้งประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอก
ข้อ 4 วิสัยทัศน์ของหน่วยงานของท่าน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) จัดการศึกษาร่วมกับชุมชน โดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านความรู้คู่คุณภาพ นำวิถีชีวิตพอเพียงและพัฒนาบุคลากรให้เต็มศักยภาพ จัดสภาพแวดล้อม และให้เอื้อต่อการเรียนรู้นำสู่เทคโนโลยี
ข้อ 5 ยุทธศาสตร์ของหน่วยงานของท่าน
1) เร่งรัดการจัดการการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมตามหลักสูตร
2) ปรับปรุงห้องสมุด สภาพแวดล้อม พัฒนาอาคารเรียนและจัดให้มีที่แปรงฟันสำหรับนักเรียนเพื่อให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
3) ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
4) เร่งรัดให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ตามนโยบายธงคุณธรรมใของ สพพ.นศ.4 และคุณธรรม 8 ประการ เน้นการมีจิตอาสาทั้งนักเรียนและคุณครูและบุคลากร
5) ให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่น
6) ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมอนุรักษ์กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ
7) สนับสนุนนโยบายของ สพท.นศ.4
ข้อ 6 บริบทของหน่วยงาน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีฯ เป็นพื้นที่ที่มีควนสูงเป็นดินสีแดง ค่อนข้างขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ครูมีจำนวน 4 คน ผู้บริหาร 1 คน นักการภารโรง 1 คน นักเรียนมี 77 คน มี 7 ห้องเรียน ทางกองทุนรอบโรงไฟฟ้าจ้างให้ 1 คน และทาง สพฐ.อนุมัติงบประมาณมาจ้างวิทยากรท้องถิ่นเพือทำการการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา และ ประชาธิปไตย จำนวน 1 คน เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอาคารสถานที่ ทางโรงเรียนมีอาคารเรียน 2 หลัง ชั้นเดียว มีอาคารเอนกประสงค์ 1 หลัง ใช้ทำห้องสำนักงานและห้องเรียนคอมพิวเตอร์ มีห้องสมุด 1 หลัง โดยชุมชนร่วมกันบริจาคในการก่อสร้าง มีโรงอาหาร 1 หลัง โรงเรียนมีพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ โดย " นายหยก เอี่ยมวัชรินทร์" เป็นผู้บริจาค ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน อาชีพรับจ้างกรีดยางพารา เป็นชนอพยบมาจากอิสาร ย้ายถิ่นฐานไปตามสภาพการจ้างงาน
ข้อ 7 โครงสร้างของหน่วยงาน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) โครงสร้างของหนวยงาน แบ่งเป็น 4 ฝ่าย คือ วิชาการ งบประมาณ บริหารงานบุคคล บริหารทั่วไป
ข้อ 2 สถานที่ตั้งของหน่วยงาน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีฯ
ข้อ 3 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ
การจัดทำนวัตกรรมต่างๆ ของสถานศึกษา จะต้องอยู่ในรูปแบบที่มีประโยชน์เป็นตัวแบบให้ครูบุคลากรใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี และจะต้องเป็นสื่อหรือนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนของครูและนักเรียนได้เป็นอย่างดี
สารสนเทศ
1) จะต้องอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีเมื่อมีความต้องการใช้
2) ค้นหาได้สะดวก
3) สารสนเทศนั้นจะต้องออกแบบนั้นมารองรับต่อการใช้ประโยชน์ ในการประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งระบบทั้งประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอก
ข้อ 4 วิสัยทัศน์ของหน่วยงานของท่าน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) จัดการศึกษาร่วมกับชุมชน โดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านความรู้คู่คุณภาพ นำวิถีชีวิตพอเพียงและพัฒนาบุคลากรให้เต็มศักยภาพ จัดสภาพแวดล้อม และให้เอื้อต่อการเรียนรู้นำสู่เทคโนโลยี
ข้อ 5 ยุทธศาสตร์ของหน่วยงานของท่าน
1) เร่งรัดการจัดการการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมตามหลักสูตร
2) ปรับปรุงห้องสมุด สภาพแวดล้อม พัฒนาอาคารเรียนและจัดให้มีที่แปรงฟันสำหรับนักเรียนเพื่อให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
3) ส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
4) เร่งรัดให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ตามนโยบายธงคุณธรรมใของ สพพ.นศ.4 และคุณธรรม 8 ประการ เน้นการมีจิตอาสาทั้งนักเรียนและคุณครูและบุคลากร
5) ให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่น
6) ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมอนุรักษ์กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ
7) สนับสนุนนโยบายของ สพท.นศ.4
ข้อ 6 บริบทของหน่วยงาน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีฯ เป็นพื้นที่ที่มีควนสูงเป็นดินสีแดง ค่อนข้างขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ครูมีจำนวน 4 คน ผู้บริหาร 1 คน นักการภารโรง 1 คน นักเรียนมี 77 คน มี 7 ห้องเรียน ทางกองทุนรอบโรงไฟฟ้าจ้างให้ 1 คน และทาง สพฐ.อนุมัติงบประมาณมาจ้างวิทยากรท้องถิ่นเพือทำการการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา และ ประชาธิปไตย จำนวน 1 คน เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอาคารสถานที่ ทางโรงเรียนมีอาคารเรียน 2 หลัง ชั้นเดียว มีอาคารเอนกประสงค์ 1 หลัง ใช้ทำห้องสำนักงานและห้องเรียนคอมพิวเตอร์ มีห้องสมุด 1 หลัง โดยชุมชนร่วมกันบริจาคในการก่อสร้าง มีโรงอาหาร 1 หลัง โรงเรียนมีพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ โดย " นายหยก เอี่ยมวัชรินทร์" เป็นผู้บริจาค ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน อาชีพรับจ้างกรีดยางพารา เป็นชนอพยบมาจากอิสาร ย้ายถิ่นฐานไปตามสภาพการจ้างงาน
ข้อ 7 โครงสร้างของหน่วยงาน
โรงเรียนบ้านควนทอง (ประชาอุทิศ) โครงสร้างของหนวยงาน แบ่งเป็น 4 ฝ่าย คือ วิชาการ งบประมาณ บริหารงานบุคคล บริหารทั่วไป
ใบงานที่ ๑ ตอบคำถาม
ข้อ 1 การจัดการ/บริหาร
คือความสามารถในการบริหารกระบวนการอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดทั้งองค์การนั้น ซึ่งมีการ วางแผนและการจัดการทรัยพยากรในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล
ข้อ 2 นวัตกรรม
เป็นการประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละสมัย
ข้อ 3 เทคโนโลยีการศึกษา
เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการ หรือการใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา หรือทางการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
ข้อ 4 ข้อมูล
คือข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น บุคคล สถานที่ สัตว์ สิ่งของ ซ่งได้จัดเก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในภายหล้ง
ข้อ 5 สารสนเทศ
คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเรีบบร้อยแล้ว และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย
ข้อ 6 ระบบสารสนเทศ
เป็นระบบที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาร่วมในการรวบรวม การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการจัดการกับข้อมูลเพ่อให้เป็นสารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจในเวลาอันรวดเร็วและถูกต้อง
ข้อ 7 ระบบสารสนิทศเพื่อการศึกษา
เป็นการนำข้อมูลและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ทางด้านการจัดการศึกษามาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา
ข้อ 8 การสื่อสาร
คือกระบวนการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนหรือติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับสาร โดยผ่านช่องทางนำสารหรือสื่อเพ่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ข้อ 9 เครือข่าย
เป็นการเชื่อมต่อระบบการสื่อสารด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่องมาเชื่อมด้วยกัน เพื่อใช้สื่อสารถึงกัน ใช้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรภายในหน่วยงาน ระบบเครือข่ายนี้จะผ่านช่องทางหรือสื่อกลางต่างๆ เช่น สายโทรศัพท์ สายไฟฟ้า ไมโครเวฟ
ข้อ 10 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เป็นการนำเทคโนโลยีทางด้าน ICT มาใช้อำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศและนำมาใช้ทางด้านการสื่อสารข้อมูลได้อย่างเหมาะสมกับโลกปัจจุบันในทุกๆ ด้าน
ข้อ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา
เป็นการนำเทคโนโลยีทางด้าน ICT มาใช้อำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูล ให้เป็นสารสนเทศ และนำมาใช้ทางด้านการสื่อสารข้อมูล ทางด้านอำนวยความสะดวกและเอื้อต่อการจัดการศึกษา
อ้างอิง นฤชิต แว่วศรีผ่อง,การงานอาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น ม.4, บริษัทมีเดีย อินเทลลิเวนซ์ เทคโนโลยี จำกัด, 2544.
นฤชิต แว่วศรีผ่อง และ คณะ,การงานอาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น ม.2, บริษัทดีเดีย อิเทลลิเวนซ์ เทคโนลยี จำกัด,2544.
คือความสามารถในการบริหารกระบวนการอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดทั้งองค์การนั้น ซึ่งมีการ วางแผนและการจัดการทรัยพยากรในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล
ข้อ 2 นวัตกรรม
เป็นการประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละสมัย
ข้อ 3 เทคโนโลยีการศึกษา
เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการ หรือการใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา หรือทางการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
ข้อ 4 ข้อมูล
คือข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น บุคคล สถานที่ สัตว์ สิ่งของ ซ่งได้จัดเก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในภายหล้ง
ข้อ 5 สารสนเทศ
คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเรีบบร้อยแล้ว และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย
ข้อ 6 ระบบสารสนเทศ
เป็นระบบที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาร่วมในการรวบรวม การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการจัดการกับข้อมูลเพ่อให้เป็นสารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจในเวลาอันรวดเร็วและถูกต้อง
ข้อ 7 ระบบสารสนิทศเพื่อการศึกษา
เป็นการนำข้อมูลและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ทางด้านการจัดการศึกษามาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา
ข้อ 8 การสื่อสาร
คือกระบวนการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนหรือติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ส่งกับผู้รับสาร โดยผ่านช่องทางนำสารหรือสื่อเพ่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ข้อ 9 เครือข่าย
เป็นการเชื่อมต่อระบบการสื่อสารด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลายๆ เครื่องมาเชื่อมด้วยกัน เพื่อใช้สื่อสารถึงกัน ใช้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรภายในหน่วยงาน ระบบเครือข่ายนี้จะผ่านช่องทางหรือสื่อกลางต่างๆ เช่น สายโทรศัพท์ สายไฟฟ้า ไมโครเวฟ
ข้อ 10 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เป็นการนำเทคโนโลยีทางด้าน ICT มาใช้อำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศและนำมาใช้ทางด้านการสื่อสารข้อมูลได้อย่างเหมาะสมกับโลกปัจจุบันในทุกๆ ด้าน
ข้อ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา
เป็นการนำเทคโนโลยีทางด้าน ICT มาใช้อำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูล ให้เป็นสารสนเทศ และนำมาใช้ทางด้านการสื่อสารข้อมูล ทางด้านอำนวยความสะดวกและเอื้อต่อการจัดการศึกษา
อ้างอิง นฤชิต แว่วศรีผ่อง,การงานอาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น ม.4, บริษัทมีเดีย อินเทลลิเวนซ์ เทคโนโลยี จำกัด, 2544.
นฤชิต แว่วศรีผ่อง และ คณะ,การงานอาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น ม.2, บริษัทดีเดีย อิเทลลิเวนซ์ เทคโนลยี จำกัด,2544.
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ประโยชน์ของ serchch engin
การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
วิมล นาวารัตน์ สรุป 28 พ.ย. 2552
ปัจจุบันไม่ว่าจะสืบค้นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต จากเครือข่ายนะดับที่กว้างไกล (World Wide Web) ซึ่งมีโปรแกรมที่ให้บริการในเรื่องการสืบค้นข้อมูลคือ Web Browser
การสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต มีเครื่องมือช่วยในการค้นหาเรียกว่า Search Engine ซึ่งสามารถทำให้การค้นหาได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
Search Engine เป็นเว็บไซต์ (Website) ที่รวบรวมเว็บไซต์ต่างๆ ทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การค้นหาสามารถทำได้สะดวก เพียงพิมพ์ข้อความที่ต้องการค้นหาใน Search Engine แล้วกดปุ่ม Go หรือ ปุ่มค้นหา ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ต้องการก็จะปรากฏบนหน้าจอ
เว็บไซต์ที่ค้นหาข้อมูลสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Search Engine คือ เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ เหมาะที่จะค้นหาข้อมูลประเภทเจาะจงมากๆ
2. Search Directories คือ เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลที่ใช้คนในการรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ และแต่ละเว็บเพจได้รับการจัดเป็นหมวดหมู่ที่เหมาะสม
ตัวเชื่อมที่ใช้เพื่อการค้นหาข้อมูล มีดังนี้
AND ค้นหาเฉพาะเว็บเพจที่มีคำทั้งสองคำอยู่ด้วยกัน
OR ค้นหาเว็บเพจที่มีคำใดคำหนึ่งหรือมีทั้งสองคำ
NOT ค้นหาเว็บเพจที่ไม่มีคำนี้อยู่
หรือจะใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) ในคำที่ใช้ค้นหาก็ได้
“ ” ให้ค้นหาเฉพาะเว็บเพจที่มีประโยคที่อยู่ในเครื่องหมายดังกล่าว
NEAR/n ค้นหาเว็บเพจซึ่งมี 2 คำ ที่เราใช้ในการค้นหา อยู่ใกล้กันภายใน n คำใน
เนื้อหา
การสืบค้นด้วย Google ในระดับสูง
1. เข้าไปใน Google.com
2. เลือกวิธีการค้นหาในระดับสูง
3. ระบุคำหรือสิ่งที่ต้องการค้นหา
4. ระบุจำนวนสิ่งที่เราค้นหาให้ปรากฏบนหน้าจอ
5. ระบุชนิดของไฟล์ที่ต้องการค้นหา
...........................................................................
วิมล นาวารัตน์ สรุป 28 พ.ย. 2552
ปัจจุบันไม่ว่าจะสืบค้นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต จากเครือข่ายนะดับที่กว้างไกล (World Wide Web) ซึ่งมีโปรแกรมที่ให้บริการในเรื่องการสืบค้นข้อมูลคือ Web Browser
การสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต มีเครื่องมือช่วยในการค้นหาเรียกว่า Search Engine ซึ่งสามารถทำให้การค้นหาได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
Search Engine เป็นเว็บไซต์ (Website) ที่รวบรวมเว็บไซต์ต่างๆ ทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การค้นหาสามารถทำได้สะดวก เพียงพิมพ์ข้อความที่ต้องการค้นหาใน Search Engine แล้วกดปุ่ม Go หรือ ปุ่มค้นหา ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ต้องการก็จะปรากฏบนหน้าจอ
เว็บไซต์ที่ค้นหาข้อมูลสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Search Engine คือ เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ เหมาะที่จะค้นหาข้อมูลประเภทเจาะจงมากๆ
2. Search Directories คือ เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลที่ใช้คนในการรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ และแต่ละเว็บเพจได้รับการจัดเป็นหมวดหมู่ที่เหมาะสม
ตัวเชื่อมที่ใช้เพื่อการค้นหาข้อมูล มีดังนี้
AND ค้นหาเฉพาะเว็บเพจที่มีคำทั้งสองคำอยู่ด้วยกัน
OR ค้นหาเว็บเพจที่มีคำใดคำหนึ่งหรือมีทั้งสองคำ
NOT ค้นหาเว็บเพจที่ไม่มีคำนี้อยู่
หรือจะใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) ในคำที่ใช้ค้นหาก็ได้
“ ” ให้ค้นหาเฉพาะเว็บเพจที่มีประโยคที่อยู่ในเครื่องหมายดังกล่าว
NEAR/n ค้นหาเว็บเพจซึ่งมี 2 คำ ที่เราใช้ในการค้นหา อยู่ใกล้กันภายใน n คำใน
เนื้อหา
การสืบค้นด้วย Google ในระดับสูง
1. เข้าไปใน Google.com
2. เลือกวิธีการค้นหาในระดับสูง
3. ระบุคำหรือสิ่งที่ต้องการค้นหา
4. ระบุจำนวนสิ่งที่เราค้นหาให้ปรากฏบนหน้าจอ
5. ระบุชนิดของไฟล์ที่ต้องการค้นหา
...........................................................................
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)